ในปี 2563 IMD ได้จัดอันดับความสามารถในการแข่งขันของ 63 ประเทศทั่วโลก และได้เผยแพร่ใน IMD World Competitiveness Yearbook 2020 โดยมีผลการจัดอันดับดังนี้

ตารางผลการจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศ 5 อันดับแรกและประเทศไทย ปี 2562-2563 โดย IMD

ประเทศ สิงคโปร์ เดนมาร์ก สวิตเซอร์แลนด์ เนเธอร์แลนด์ ฮ่องกง ไทย
ปี 2563 2562 2563 2562 2563 2562 2563 2562 2563 2562 2563 2562
อันดับรวม 1 1 2 8 3 4 4 6 5 2 29 25
1. สมรรถนะทางเศรษฐกิจ
3 5 21 26 18 23 1 13 28 10 14 8
1.1 เศรษฐกิจในประเทศ 7 8 15 24 4 6 12 13 49 18 38 30
1.2 การค้าระหว่างประเทศ 1 1 24 28 13 29 2 3 3 4 5 6
1.3 การลงทุนระหว่างประเทศ 3 5 23 29 18 18 5 49 4 4 29 21
1.4 การจ้างงาน 7 7 27 31 30 29 3 11 25 17 10 3
1.5 ระดับราคา 58 58 41 37 57 57 46 39 62 62 28 29
2. ประสิทธิภาพของภาครัฐ
5 3 4 6 2 4 11 9 1 1 23 20
2.1 ฐานะการคลัง 6 7 4 11 2 5 8 8 3 1 17 16
2.2 นโยบายภาษี 10 12 40 41 8 8 50 53 2 2 5 6
2.3 กรอบการบริหารด้านสถาบัน 7 2 1 4 2 1 4 6 11 8 40 34
2.4 กฎหมายด้านธุรกิจ 3 2 2 3 12 12 4 4 1 1 33 32
2.5 กรอบการบริหารด้านสังคม 18 9 4 2 5 8 8 7 27 20 40 48
3. ประสิทธิภาพของภาคธุรกิจ
6 5 1 7 9 9 4 4 2 2 23 27
3.1 ผลิตภาพและประสิทธิภาพ 9 9 1 7 8 10 7 4 6 8 41 43
3.2 ตลาดแรงงาน 3 8 8 21 13 15 2 4 7 6 15 9
3.3 การเงิน 10 6 8 11 1 3 4 4 2 1 24 19
3.4 การบริหารจัดการ 14 16 1 6 16 17 15 11 3 3 21 27
3.5 ทัศนคติและค่านิยม 6 4 3 11 17 21 9 5 5 3 20 26
4. โครงสร้างพื้นฐาน 7 6 2 3 3 2 9 8 14 22 44 45
4.1 สาธารณูปโภคพื้นฐาน 18 11 4 7 6 8 9 6 2 3 26 27
4.2 โครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยี 1 1 5 7 9 8 3 3 7 18 34 38
4.3 โครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์ 15 14 9 10 2 4 13 15 23 23 39 38
4.4 สุขภาพและสิ่งแวดล้อม 23 23 2 3 5 1 15 16 17 20 49 55
4.5 การศึกษา 2 2 1 1 3 9 14 12 11 16 55 56


สิงคโปร์ยังคงครองอันดับ 1 ไว้ได้เหมือนปีที่แล้ว รองลงมาคือ เดนมาร์ก ซึ่งปีนี้ดีขึ้นกว่าปีที่แล้วถึง 6 อันดับ ถัดมาเป็นสวิตเซอร์แลนด์ ดีขึ้นกว่าปีที่แล้ว 1 อันดับ เนเธอร์แลนด์ได้อันดับ 4 ในปีนี้ดีกว่าปีที่แล้ว 2 อันดับ อันดับ 5 คือ ฮ่องกง ซึ่งตกลงมา 3 อันดับจากปีที่แล้วเคยเป็นอันดับ 2 ส่วนไทยได้อันดับ 29 ตกลงมาจากปีที่แล้ว 4 อันดับ ได้อันดับ 25 ในปีที่แล้ว

สิงคโปร์ยังคงครองอันดับ 1 เหมือนปีที่แล้ว เป็นผลมาจากการเลื่อนอันดับดีขึ้นของปัจจัยสมรรถนะทางเศรษฐกิจ 2 อันดับ จากอันดับ 5 ในปีที่แล้วเป็นอันดับ 3 ในปีนี้ และการเลื่อนอันดับลงของ 3 ปัจจัยที่เหลือ ได้แก่ ปัจจัยประสิทธิภาพของภาครัฐ ปัจจัยประสิทธิภาพของภาคธุรกิจ และปัจจัยโครงสร้างพื้นฐาน จากอันดับ 3, 5 และ 6 ในปีที่แล้วเป็นอันดับ 5, 6 และ 7 ในปีนี้ ตามลำดับ ปัจจัยย่อยที่มีผลต่อการเลื่อนอันดับขึ้นของปัจจัยสมรรถนะทางเศรษฐกิจ คือ ปัจจัยย่อยเศรษฐกิจในประเทศและปัจจัยย่อยการลงทุนระหว่างประเทศที่เลื่อนอันดับขึ้น 1 และ 2 อันดับ จากอันดับ 8 และ 5 ในปีที่แล้วเป็นอันดับ 7 และ 3 ในปีนี้ ตามลำดับ ปัจจัยย่อยหลักที่ทำให้ปัจจัยประสิทธิภาพของภาครัฐเลื่อนอันดับลง คือ 1. ปัจจัยย่อยกรอบการบริหารด้านสถาบันเลื่อนอันดับลง 5 อันดับ จากอันดับ 2 ในปีที่แล้วเป็นอันดับ 7 ในปีนี้ 2. ปัจจัยย่อยกรอบการบริหารด้านสังคมเลื่อนอันดับลงถึง 9 อันดับ จากอันดับ 9 ในปีที่แล้วเป็นอันดับ 18 ในปีนี้ การเลื่อนอันดับลงของปัจจัยย่อยการเงินและปัจจัยย่อยทัศนคติและค่านิยม 4 และ 2 อันดับ เป็นอันดับ 10 และ 6 ในปีนี้ ตามลำดับ ทำให้ปัจจัยประสิทธิภาพของภาคธุรกิจเลื่อนอันดับลง ปัจจัยย่อยที่มีผลอย่างมากต่อการเลื่อนอันดับลงของปัจจัยโครงสร้างพื้นฐาน คือ ปัจจัยย่อยสาธารณูปโภคพื้นฐานที่เลื่อนอันดับลงถึง 7 อันดับ จากในปีที่แล้วได้อันดับ 11 ส่วนปีนี้ได้อันดับ 18  

เดนมาร์กได้อันดับ 2 ในปีนี้เลื่อนอันดับขึ้นกว่าปีก่อนถึง 6 อันดับ เกิดจากการเลื่อนอันดับดีขึ้นของปัจจัยทั้งหมดซึ่งมี 4 ปัจจัย ได้แก่ 1. ปัจจัยสมรรถนะทางเศรษฐกิจ เลื่อนอันดับขึ้น 5 อันดับ มีอันดับ 21 ในปีนี้ ซึ่งเป็นปัจจัยที่มีอันดับอยู่ระดับปานกลางมาหลายปี 2. ปัจจัยประสิทธิภาพของภาครัฐ เลื่อนอันดับขึ้น 2 อันดับ มีอันดับ 4 ในปีนี้ 3. ปัจจัยประสิทธิภาพของภาคธุรกิจ เลื่อนอันดับขึ้น 6 อันดับ เป็นอันดับ 1 ในปีนี้ 4. ปัจจัยโครงสร้างพื้นฐาน เลื่อนอันดับขึ้น 1 อันดับ เป็นอันดับ 2 ในปีนี้ การเลื่อนอันดับดีขึ้นของปัจจัยสมรรถนะทางเศรษฐกิจเกิดจากการเลื่อนอันดับขึ้นของ 4 ปัจจัยย่อยจากทั้งหมดมี 5 ปัจจัยย่อย ได้แก่ ปัจจัยย่อยเศรษฐกิจในประเทศ ปัจจัยย่อยการค้าระหว่างประเทศ ปัจจัยย่อยการลงทุนระหว่างประเทศ และปัจจัยย่อยการจ้างงาน โดยเฉพาะปัจจัยย่อยเศรษฐกิจในประเทศ มีอันดับเลื่อนขึ้นถึง 9 อันดับ จากอันดับ 24 ในปีที่แล้วเป็นอันดับ 15 ในปีนี้ เช่นเดียวกันปัจจัยประสิทธิภาพของภาครัฐมีอันดับดีขึ้นเนื่องจากการเลื่อนอันดับขึ้นของ 4 ปัจจัยย่อยจากทั้งหมดซึ่งมี 5 ปัจจัยย่อย คือ ปัจจัยย่อยฐานะการคลัง  ปัจจัยย่อยนโยบายภาษี ปัจจัยย่อยกรอบการบริหารด้านสถาบัน และปัจจัยย่อยกฎหมายด้านธุรกิจ โดยเฉพาะปัจจัยย่อยฐานะการคลัง มีอันดับดีขึ้นถึง 7 อันดับ จากอันดับ 11 ในปีที่แล้วเป็นอันดับ 4 ในปีนี้ การเลื่อนอันดับดีขึ้นของทั้งหมดซึ่งมี 5 ปัจจัยย่อย ได้แก่ ปัจจัยย่อยผลิตภาพและประสิทธิภาพ ปัจจัยย่อยตลาดแรงงาน ปัจจัยย่อยการเงิน  ปัจจัยย่อยการบริหารจัดการ และปัจจัยย่อยทัศนคติและค่านิยม โดยเฉพาะปัจจัยย่อยตลาดแรงงาน ซึ่งมีอันดับดีขึ้นจากปีที่แล้วถึง 13 อันดับ เป็นอันดับ 8 ในปีนี้ ทำให้เกิดการเลื่อนอันดับดีขึ้นของปัจจัยประสิทธิภาพของภาคธุรกิจ ในขณะที่การเลื่อนอันดับดีขึ้นของปัจจัยโครงสร้างพื้นฐานเช่นเดียวกันเกิดจากการเลื่อนอันดับดีขึ้นของ 4 ปัจจัยย่อย (มีทั้งหมด 5 ปัจจัยย่อย) เล็กน้อย ได้แก่ ปัจจัยย่อยสาธารณูปโภคพื้นฐาน ปัจจัยย่อยโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยี ปัจจัยย่อยโครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์ และปัจจัยย่อยสุขภาพและสิ่งแวดล้อม

สวิตเซอร์แลนด์ ดีขึ้นกว่าปีที่แล้ว 1 อันดับ มีอันดับ 3 ในปีนี้ เป็นผลมาจากการเลื่อนอันดับดีขึ้นของปัจจัยสมรรถนะทางเศรษฐกิจและปัจจัยประสิทธิภาพของภาครัฐ 5 และ 2 อันดับ จากอันดับ 23 และ 4 ในปีที่แล้วเป็นอันดับ 18 และ 2 ในปีนี้ ตามลำดับ ซึ่งปัจจัยสมรรถนะทางเศรษฐกิจมีอันดับอยู่ในระดับดีปานกลางมาหลายปี ส่วนอีก 2 ปัจจัย ได้แก่ ปัจจัยประสิทธิภาพของภาคธุรกิจและปัจจัยโครงสร้างพื้นฐาน มีอันดับเท่าเดิมที่อันดับ 9 ทั้งในปีที่แล้วและปีนี้และลดอันดับลง 1 อันดับ จากอันดับ 2 ในปีที่แล้วเป็นอันดับ 3 ในปีนี้ ตามลำดับ ปัจจัยย่อยที่สำคัญที่ทำให้ปัจจัยสมรรถนะทางเศรษฐกิจเลื่อนอันดับขึ้น คือ ปัจจัยย่อยการค้าระหว่างประเทศ ที่เลื่อนอันดับขึ้นถึง 16 อันดับ เป็นอันดับ 13 ในปีนี้ ส่วนปัจจัยย่อยระดับราคาภายใต้ปัจจัยเดียวกันมีอันดับต่ำที่สุดจากปัจจัยย่อยทั้งหมดมีอันดับ 57 ทั้งปีที่แล้วและปีนี้ การเลื่อนอันดับดีขึ้นของปัจจัยย่อยฐานะการคลังและปัจจัยย่อยกรอบการบริหารด้านสังคม 3 อันดับ จากอันดับ 5 และ 8 ในปีที่แล้วเป็นอันดับ 2 และ 5 ในปีนี้ ตามลำดับ ส่งผลให้เกิดการเลื่อนอันดับขึ้นของปัจจัยประสิทธิภาพของภาครัฐ  

เนเธอร์แลนด์ได้อันดับ 4 ในปีนี้ดีกว่าปีที่แล้ว 2 อันดับ เนื่องมาจากการเลื่อนอันดับดีขึ้นมากถึง 12 อันดับของปัจจัยสมรรถนะทางเศรษฐกิจ จากอันดับ 13 ในปีที่แล้วเป็นอันดับ 1 ในปีนี้ ส่วนอีก 3 ปัจจัย ได้แก่ 1. ปัจจัยประสิทธิภาพของภาครัฐ มีอันดับเลื่อนลง 2 อันดับ เป็นอันดับ 11 ในปีนี้ 2. ปัจจัยประสิทธิภาพของภาคธุรกิจ มีอันดับ 4 เท่าเดิมทั้งปีที่แล้วและปีนี้ 3. ปัจจัยโครงสร้างพื้นฐาน มีอันดับเลื่อนลง 1 อันดับ เป็นอันดับ 9 ในปีนี้ การเลื่อนอันดับขึ้นของ 4 ปัจจัยย่อย จากทั้งหมด 5 ปัจจัยย่อย ได้แก่ ปัจจัยย่อยเศรษฐกิจในประเทศ ปัจจัยย่อยการค้าระหว่างประเทศ ปัจจัยย่อยการลงทุนระหว่างประเทศ และปัจจัยย่อยการจ้างงาน โดยเฉพาะปัจจัยย่อยการลงทุนระหว่างประเทศเลื่อนอันดับดีขึ้นถึง 44 อันดับ จากอันดับ 49 ในปีที่แล้วเป็นอันดับ 5 ในปีนี้ ส่งผลให้เกิดการเลื่อนอันดับขึ้นมากของปัจจัยสมรรถนะทางเศรษฐกิจ

ฮ่องกงได้อันดับ 5 ในปีนี้ตกลงมา 3 อันดับเคยเป็นอันดับ 2 ในปีที่แล้ว เกิดจากการเลื่อนอันดับลงอย่างมากของปัจจัยสมรรถนะทางเศรษฐกิจถึง 18 อันดับ จากอันดับ 10 ในปีที่แล้วเป็นอันดับ 28 ในปีนี้ ส่วนปัจจัยประสิทธิภาพของภาครัฐ ครองอันดับ 1 ทั้งปีที่แล้วและปีนี้และในอีกหลายปีที่ผ่านมา ปัจจัยประสิทธิภาพของภาคธุรกิจ ครองอันดับ 2 ทั้งปีที่แล้วและปีนี้และในอีกหลายปีที่ผ่านมาได้อันดับ 1 ปัจจัยโครงสร้างพื้นฐานเลื่อนอันดับดีขึ้น 8 อันดับ จากอันดับ 22 ในปีที่แล้วเป็นอันดับ 14 ในปีนี้ เป็นปัจจัยที่มีอันดับอยู่ในระดับดีปานกลางนานหลายปี การเลื่อนอันดับลงของปัจจัยย่อยเศรษฐกิจในประเทศถึง 31 อันดับ จากอันดับ 18 ในปีที่แล้วเป็นอันดับ 49 ในปีนี้ และการเลื่อนอันดับลงของปัจจัยย่อยการจ้างงานถึง 8 อันดับ จากอันดับ 17 ในปีที่แล้วเป็นอันดับ 25 ในปีนี้ ส่งผลให้เกิดการเลื่อนอันดับลงอย่างมากของปัจจัยสมรรถนะทางเศรษฐกิจ

สำหรับไทยปีนี้ได้อันดับ 29 ตกลงมาจากปีที่แล้ว 4 อันดับ ได้อันดับ 25 ในปีที่แล้ว เนื่องจากการเลื่อนอันดับลงของปัจจัยสมรรถนะทางเศรษฐกิจและปัจจัยประสิทธิภาพของภาครัฐ 6 และ 3 อันดับ จากอันดับ 8 และ 20 ในปีที่แล้ว เป็นอันดับ 14 และ 23 ในปีนี้ ตามลำดับ ส่วนปัจจัยประสิทธิภาพของภาคธุรกิจและปัจจัยโครงสร้างพื้นฐาน มีอันดับเลื่อนขึ้น 4 และ 1 อันดับ จากอันดับ 27 และ 45 ในปีที่แล้วเป็นอันดับ 23 และ 44 ในปีนี้ ตามลำดับ ซึ่งปัจจัยสมรรถนะทางเศรษฐกิจมีอันดับค่อนไปในทางที่ดีมานานหลายปี ในขณะที่ปัจจัยประสิทธิภาพของภาครัฐและปัจจัยประสิทธิภาพของภาคธุรกิจมีอันดับดีปานกลางมาหลายปี ส่วนปัจจัยโครงสร้างพื้นฐานมีอันดับค่อนไปในทางที่ไม่ดีมาหลายปี ปัจจัยย่อยที่มีผลต่อการเลื่อนอันดับลงของปัจจัยสมรรถนะทางเศรษฐกิจ ได้แก่ ปัจจัยย่อยเศรษฐกิจในประเทศ ปัจจัยย่อยการลงทุนระหว่างประเทศ และปัจจัยย่อยการจ้างงาน โดยปัจจัยย่อยเศรษฐกิจในประเทศและปัจจัยย่อยการลงทุนระหว่างประเทศลดอันดับลงถึง 8 อันดับ ปีที่แล้วได้อันดับ 30 และ 21 ส่วนปีนี้ได้อันดับ 38 และ 29 ตามลำดับ ทำให้ปัจจัยย่อยเศรษฐกิจในประเทศและปัจจัยย่อยการลงทุนระหว่างประเทศเป็นปัจจัยย่อยที่มีอันดับเลื่อนลงมากที่สุดในบรรดาปัจจัยย่อยทั้งหมด ส่วนปัจจัยย่อยการจ้างงานลดอันดับลง 7 อันดับ จากอันดับ 3 ในปีที่แล้วเป็นอันดับ 10 ในปีนี้ ปัจจัยย่อยหลักที่มีผลต่อการเลื่อนอันดับลงของปัจจัยประสิทธิภาพของภาครัฐ คือ ปัจจัยย่อยกรอบการบริหารด้านสถาบันที่เลื่อนอันดับลงถึง 6 อันดับ ปีที่แล้วได้อันดับ 34 ส่วนปีนี้ได้อันดับ 40 ในบรรดาปัจจัยย่อยทั้งหมดปัจจัยย่อยกรอบการบริหารด้านสังคมซึ่งอยู่ภายใต้ปัจจัยประสิทธิภาพของภาครัฐมีอันดับเลื่อนขึ้นมากที่สุดถึง 8 อันดับ จากอันดับ 48 ในปีที่แล้วเป็นอันดับ 40 ในปีนี้ ปัจจัยย่อยที่มีอันดับดีมากในปีนี้ ได้แก่ ปัจจัยย่อยการค้าระหว่างประเทศและปัจจัยย่อยนโยบายภาษี ซึ่งได้อันดับ 5 ในปีนี้ ส่วนปีที่แล้วได้อันดับ 6 อยู่ภายใต้ปัจจัยสมรรถนะทางเศรษฐกิจและปัจจัยประสิทธิภาพของภาครัฐ ตามลำดับ คงเป็นข่าวดีที่ปัจจัยย่อยสุขภาพและสิ่งแวดล้อมและปัจจัยย่อยการศึกษาซึ่งทั้งสองปัจจัยย่อยอยู่ภายใต้ปัจจัยโครงสร้างพื้นฐานมีอันดับที่ต่ำมากและต่ำที่สุดในบรรดาปัจจัยย่อยทั้งหมดในปีที่แล้ว ตามลำดับ  มีอันดับเลื่อนขึ้น 6 และ 1 อันดับ จากอันดับ 55 และ 56 ในปีที่แล้วเป็นอันดับ 49 และ 55 ในปีนี้ ตามลำดับ แต่ปัจจัยย่อยการศึกษายังคงครองตำแหน่งปัจจัยย่อยที่มีอันดับต่ำที่สุดในปีนี้

คงเป็นข่าวดีสำหรับสิงคโปร์ที่ยังคงครองอันดับ 1 ได้เหมือนปีที่แล้ว แต่สำหรับไทยคงต้องพัฒนาอีกหลายด้าน เนื่องจากในปีนี้ไทยมีอันดับลดลง 4 อันดับ โดยเฉพาะด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อม และด้านการศึกษา ถึงแม้ทั้งสองด้านจะได้รับการพัฒนาขึ้นบ้างจากปีที่แล้ว แต่ยังคงมีอันดับที่ไม่ดีในปีนี้ เพื่อให้ในปีหน้าไทยจะมีอันดับรวมที่ดีขึ้นมาก


biotec

mtec

nectec
nanotec
entec

tsp

AIMI

nctc

ตราโลโก้ ศูนย์เทคโนโลยีเพื่อความมั่นคงของประเทศและการประยุกต์เชิงพาณิชย์ (Logo of National Security and Dual-Use Technology Center: NSD)

ตราโลโก้ ศูนย์ทดสอบทางพิษวิทยาและชีววิทยา (Toxicology and Bio Evaluation Service Center)

 
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)
เป็นหน่วยงานของรัฐที่จัดตั้งขึ้นเพื่อศึกษาวิจัยและพัฒนาทางด้านวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนาประเทศไทย ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อแสวงหากำไร
หากท่านพบว่ามีข้อมูลใดๆ ที่ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาปรากฏอยู่ในเว็บไซต์ของสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ
โปรดแจ้งให้ทราบเพื่อดำเนินการแก้ปัญหาดังกล่าวโดยเร็วที่สุดต่อไป